ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานหรือการดูแลระบบอาคารให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก
หนึ่งในเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงและต้องอาศัยการตัดสินใจอย่างรวดเร็วคือ Active Shooter Incident หรือเหตุกราดยิงในสถานที่สาธารณะหรือสถานที่ทำงาน แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การรู้จักเส้นทางหนีภัย และการเข้าใจวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอดและลดความเสี่ยงต่อชีวิตได้
แนวทางสำคัญที่ใช้ในการรับมือกับเหตุการณ์ลักษณะนี้คือ “Run, Hide, Fight” ซึ่งเป็นกรอบการตัดสินใจตามสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับการหลบหนีเป็นอันดับแรก หากไม่สามารถหลบหนีได้จึงหาที่กำบัง และการต่อสู้เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อชีวิตตกอยู่ในอันตรายโดยตรง
Run: หากมีทางออกที่ปลอดภัย ให้รีบออกจากพื้นที่
หากมีเส้นทางหลบหนีที่สามารถเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย สิ่งสำคัญคือการออกจากพื้นที่โดยเร็ว และสร้างระยะห่างจากผู้ก่อเหตุให้มากที่สุด
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ใช้อาคารไม่ควรรอจนกว่าจะมองเห็นผู้ก่อเหตุหรือรอให้ทุกคนตัดสินใจพร้อมกัน เพราะทุกวินาทีมีความสำคัญ
สิ่งที่ควรคำนึงถึง ได้แก่
- อพยพออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็วและระมัดระวัง โดยมุ่งไปในทิศทางที่ห่างจากผู้ก่อเหตุ
- จดจำตำแหน่งทางออกฉุกเฉินและหน้าต่างที่สามารถใช้เป็นทางออกได้
- ทิ้งสัมภาระไว้หากจำเป็น และทำให้มือว่างและมองเห็นได้อย่างชัดเจน
- หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ให้ช่วยผู้อื่นหลบหนีและป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปในพื้นที่อันตราย
- เคลื่อนที่ต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
- เมื่ออยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้ว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
Hide: หากหนีไม่ได้ ให้หาที่กำบังและลดโอกาสถูกพบ
หากไม่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่ได้ การหาที่กำบังที่เหมาะสมเป็นทางเลือกถัดไป โดยควรเลือกพื้นที่ที่อยู่นอกสายตาและสามารถเพิ่มความปลอดภัยได้มากที่สุด
หากทำได้อย่างปลอดภัย ควรล็อกหรือกีดขวางทางเข้า ใช้สิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่เพื่อช่วยป้องกันการเข้าถึง และอยู่ห่างจากประตู
นอกจากนี้ ควรลดสิ่งที่อาจทำให้ผู้ก่อเหตุระบุตำแหน่งได้ เช่น ปิดไฟ ปิดคอมพิวเตอร์ และปิดเสียงโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
หากสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย ควรแจ้งตำแหน่งของตนเองและจำนวนผู้ที่อยู่ด้วย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
Fight: ทางเลือกสุดท้ายเมื่อชีวิตตกอยู่ในอันตราย การต่อสู้ควรถือเป็น ทางเลือกสุดท้าย เฉพาะกรณีที่ไม่สามารถหลบหนีหรือซ่อนตัวได้ และชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตรายโดยตรง
ในสถานการณ์ดังกล่าว แนะนำให้ตอบสนองอย่างเด็ดขาด ใช้สิ่งของรอบตัวเพื่อป้องกันตัวหรือเบี่ยงเบนความสนใจ และหากมีผู้อื่นอยู่ด้วยให้ร่วมมือกันหากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ควรออกจากพื้นที่และปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่มีขั้นตอนใดที่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ การตัดสินใจควรขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมจริง เส้นทางที่สามารถเข้าถึงได้ และระดับความเสี่ยงในขณะนั้น
แล้ว Facility Management และ Property Management มีบทบาทอย่างไร?
เมื่อพูดถึงเหตุฉุกเฉินในอาคาร หลายคนอาจมองว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องของ Security หรือ Emergency Response Team เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง Facility Management และ Property Management มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
การบริหารอาคารที่ดีควรคำนึงถึงคำถามพื้นฐานว่า
“หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในวันนี้ อาคารแห่งนี้พร้อมให้คนอพยพและตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือไม่?”
1. Facility Management: ทำให้อาคารพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน
ทีม Facility Management มีบทบาทในการดูแลความพร้อมของระบบและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น
- เส้นทางอพยพและทางออกฉุกเฉิน
- ป้าย Emergency Exit และระบบ Wayfinding
- ระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภายในอาคาร
- การเข้าถึงพื้นที่และการควบคุมประตู
- ระบบรักษาความปลอดภัยและการประสานงานกับ Security
- การตรวจสอบพื้นที่และระบุจุดที่อาจเป็นความเสี่ยง
- การซ้อมแผนฉุกเฉินและสร้างความเข้าใจให้กับผู้ใช้อาคาร
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ “ระบบทำงานได้” แต่ต้องทำให้ ผู้ใช้อาคารสามารถเข้าใจและใช้งานระบบเหล่านั้นได้จริงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
2. Property Management: มองความปลอดภัยในระดับอาคารและผู้ใช้อาคาร
สำหรับ Property Management ความปลอดภัยควรถูกมองในภาพรวมของทั้งอาคาร ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ของผู้เช่ารายใดรายหนึ่ง
การบริหารอาคารจึงควรครอบคลุมทั้งการประสานงานระหว่างเจ้าของอาคาร ผู้เช่า Facility Management Security และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจบทบาทของตนเองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
โดยเฉพาะอาคารสำนักงานหรืออาคาร Mixed-use ที่มีผู้ใช้อาคารจำนวนมาก ความพร้อมของ Emergency Response Plan และการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างทุกฝ่ายมีความสำคัญอย่างมาก
3. Emergency Preparedness ต้องเริ่มก่อนเกิดเหตุ
สิ่งที่ผู้บริหารอาคารและผู้ใช้อาคารสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างความคุ้นเคยกับพื้นที่
ลองถามตัวเองว่า:
รู้หรือไม่ว่าทางออกฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน?
หากทางออกหลักไม่สามารถใช้ได้ มีทางเลือกอื่นหรือไม่?
รู้หรือไม่ว่าจุดรวมพลหรือ Safe Area อยู่ที่ไหน?
หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ใครเป็นผู้ประสานงานและแจ้งเตือนผู้ใช้อาคาร?
พนักงานและผู้เช่าเคยได้รับการอบรมหรือซ้อม Emergency Response หรือไม่?
คำถามเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Emergency Preparedness ซึ่งช่วยให้องค์กรและผู้ใช้อาคารไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์เมื่อเกิดเหตุจริง
ความปลอดภัยของอาคารคือความรับผิดชอบร่วมกัน
เหตุฉุกเฉินอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่สิ่งที่องค์กรสามารถควบคุมได้คือ ระดับความพร้อม
สำหรับพนักงานและผู้ใช้อาคาร การรู้จักพื้นที่ รู้ตำแหน่งทางออก และเข้าใจวิธีตอบสนองเมื่อเกิดเหตุสามารถช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับ Facility Management และ Property Management ความพร้อมหมายถึงการทำให้อาคาร ระบบ พื้นที่ กระบวนการ และผู้คนสามารถทำงานร่วมกันได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ท้ายที่สุดแล้ว Workplace Safety ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในอาคาร
การเตรียมความพร้อมในวันนี้ อาจสร้างความแตกต่างที่สำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดในวันข้างหน้า